กีฬากับการเมือง

ไม่มีทางที่การแข่งขันกีฬาจะปลอดจากการเมือง

เพราะกระทั่งนักกีฬาอาชีพ การต่อสู้เพื่อขึ้นยืนบนแท่นรับรางวัล ส่วนหนึ่งย่อมมีสาเหตุมาจากปรารถนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มิต้องพะวักพะวนกับปัญหาปากท้อง กระทั่งการสร้างชื่อเสียงให้กับสังคมที่ตนสังกัด ก็ถือเป็นการเมืองโดยตัวมันเองอยู่แล้ว

การเมืองและสังคมย่อมเกี่ยวพันกับทุกองคาพยพ มิอาจตัดขาด หรือฉีกแยกแบ่งส่วนออกจากกัน

การเป็นคู่อริระหว่างสโมสรต่างๆ ก็คือการเมืองเรื่องกีฬา เพราะความขัดแย้งอาจตั้งต้นมาจากความแตกต่างทางชนชั้น หรือฐานะทางเศรษฐกิจ 

ความขัดแย้งทั้งหลายแหล่ที่เราพบเห็น โดยนัยหนึ่งก็เพื่อขับเคลื่อนสังคมนั่นเอง

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กับ ซันเดอร์แลนด์ เป็นไม้เบื่อไม้เมามาแต่ไหนแต่ไร วัดได้จากอุณหภูมิอันเดือดระอุของ ‘ไทน์-เวียร์ ดาร์บี้’

ครั้งที่ทีมสาลิกาดงมี ‘ชูการ์ พัฟฟ์’ (ซีเรียล) และ ‘นอร์ธเทิร์น ร็อค’ (ธนาคาร) เป็นสปอนเซอร์หลัก ทั้งสองต่างโดนแฟนบอลแบล็คแค็ทแบน ทั้งการไม่ซื้อผลิตภัณฑ์และเลิกใช้บริการ 

หรือกรณีของ ‘สงครามคาปูชิโน่’ อันลือลั่นซึ่งเกิดขึ้นในปี 1998 คราครั้งนั้น ลาซิโอ ซื้อตัว คริสเตียน วิเอรี่ มาจาก แอตเลติโก้ มาดริด ซึ่งเป็นห้วงยามเดียวกับ ‘ซิริโอ’ สปอนเซอร์ของอินทรีแห่งกรุงโรมปรับราคานมขึ้นจากเดิม แฟนๆ โรม่า ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งสองเข้าด้วยกัน กระทั่งกลายเป็นความโกรธแค้นควันออกหู เมื่อทราบว่าพวกเขาถูกเรียกเก็บเงินจากสินค้าเพิ่มขึ้นภายหลังการซื้อตัวนักเตะของสโมสรคู่อริ แฟนบอลหมาป่าแห่งกรุงโรมจึงตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรสินค้าของ ‘ซิริโอ’

กีฬาบริสุทธิ์จึงเป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้างแสนล่องลอย หลุดจากพื้นฐานความจริง

แต่เอาล่ะ หากกีฬาจะพอมีความบริสุทธิ์หลงเหลืออยู่บ้าง เกมแข่งขันก็จำเป็นต้องกันผู้ชมหรือกองเชียร์ออกไป ปล่อยให้ผู้เล่นหรือคู่แข่งขันเผชิญหน้ากันเองเพื่อพิสูจน์ความความเป็นหนึ่งภายในสนามปิดโล่ง

ก็ทำไมล่ะ ในเมื่อกองเชียร์ต้องจ่ายเงินอันเกิดจากน้ำพักน้ำแรงเพื่อชมเกม ซึ่งเงินและการงานย่อมเกี่ยวพันแนบแน่นกับสังคมการเมือง 

เกมแข่งขันภายใต้สายตาของกองเชียร์จึงปนเปื้อนการเมืองมิพักต้องสงสัย!